วันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

5.2.3) การขยายตัวของการปฏิวัติอุตสาหกรรม

5.2.3) การขยายตัวของการปฏิวัติอุตสาหกรรม
การพัฒนาเครื่องจักรไอน้ำไม่เพียงแต่ทำให้อุตสาหกรรมการทอผ้าของอังกฤษเจริญรุดหน้าอย่างรวดเร็วเท่านั้น แต่ยังมีผลกระทบที่สำคัญต่อการเจริญเติบโตของอุตสาหกรรมประเภทอื่น ๆ และมีผลให้เกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรมในดินแดนอื่น ๆของยุโรป ตลอดจนสหรัฐอเมริกาด้วย

ในตอนต้นคริสต์ศตวรรษที่ 18 อังกฤษสามารถผลิตเหล็กได้ประมาณปีละ 25,000 ตัน เท่านั้น ซึ่งมีปริมาณไม่เพียงพอต่อการขยายตัวของอุตสาหกรรมหนักประเภทต่างๆ ที่ต้องอาศัยเหล็กเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิต อีกทั้งการถลุงเหล็กในระยะแรกของการปฏิวัติอุตสาหกรรมยังไม่มีประสิทธิภาพที่ดีพอ เพราะยังคงใช้ฟืน และถ่านไม้ ( charcoal ) ที่ให้ความร้อนต่ำเป็นเชื้อเพลิง อย่างไรก็ดี เมื่อเครื่องจักรไอน้ำได้รับการพัฒนาให้สมบูรณ์ขึ้นแล้ว ก็ได้มีการนำถ่านโค้ก ( coke ) ซึ่งเป็นถ่านหิน ( coal ) ที่ผ่านกระบวนการเผาจนหมดควันแล้วนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงในการหลอมโลหะ การพัฒนาเครื่องจักรกลที่ใช้ไอน้ำ และการปรับปรุงคุณภาพเชื้อเพลิงดังกล่าวนี้ทำให้อุตสาหกรรมเหล็กของอังกฤษสามารถขยายปริมาณผลิตได้อย่างรวดเร็วจนมีปริมาณถึง 1 ล้านตัน ในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 และมีจำนวนมากเพียงพอต่อความต้องการขยายอุตสาหกรรมภายในประเทศ

ใน ค.ศ. 1784 เฮนรี คอร์ต ( Henry Cort ค.ศ. 1740 - 1800 ) ได้คิดค้นวิธีการหลอมเหล็ก ให้ได้เหล็กบริสุทธิ์ที่มีคุณภาพดีขึ้น โดยปราศจากโลหะอื่นเจือปน และต่อมาได้พัฒนาวิธีการตัดเหล็ก และวิธีการหลอมเหล็กเป็นรูปทรงต่างๆตามต้องการได้ ทำให้กองทัพของชาติตะวันตก สามารถปรับปรุงคุณภาพของปืนใหญ่ ( cannon ) และปืนคาบศิลา ( musket ) ตลอดจนยุทโธปกรณ์ต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นไป
นอกจากนี้ การพัฒนาคุณภาพของเหล็กดังกล่าวประกอบกับการประดิษฐ์เครื่องจักรกลไอน้ำก็มีส่วนสำคัญในการเปลี่ยนโฉมหน้าของสังคมตะวันตก และทำให้สังคมตะวันตกโดยทั่วไปเจริญรุดหน้าอย่างรวดเร็ว เกิดการปฏิวัติทางคมนาคมขนส่ง การสร้าง และพัฒนาเรือกลไฟที่ใช้พลังน้ำ ให้เป็นพาหนะสำคัญในการคมนาคมขนส่งทางน้ำ ทั้งในระยะใกล้และไกล โดยเฉพาะอย่างยิ่งนับตั้งแต่ ค.ศ. 1830 โลกได้เข้าสู่ ยุคม้าเหล็ก เมื่ออังกฤษได้เปิดเส้นทางรถไฟไอน้ำสายแรก ซึ่งวิ่งระหว่างเมืองลิเวอร์พูล ( Liverpool ) และเมืองแมนเชสเตอร์ ( Manchester ) ต่อมาอีก 10 ปี อังกฤษมีเส้นทางรถไฟ ซึ่งเป็นเส้นทางคมนาคมขนส่งที่สำคัญของประเทศ รวมกันได้ประมาณ 1,280 กิโลเมตร และเพิ่มมากกว่า 7 เท่า เป็น 9,600 กิโลเมตร ในค.ศ. 1850 เส้นทางรถไฟดังกล่าวเหล่านี้ นอกจากจะทำให้การขนส่งสินค้าต่างๆจากโรงงานไปสู่ตลาด เป็นไปอย่างสะดวกสบาย แล้วยังนำความเจริญจากเมืองเข้าสู่ชนบท

ความสำเร็จของการปฏิรูปอุตสาหกรรมของอังกฤษกลายเป็นแรงกระตุ้นให้ประเทศอื่นๆในแผ่นดินใหญ่ของยุโรป รวมทั้งดินแดนอื่น ๆ ของโลกหันมาสนใจอย่างจริงจังต่อกระบวนการปฏิวัติอุตสาหกรรม จนในที่สุด ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ฝรั่งเศส เยอรมนี และสหรัฐอเมริกาก็สามารถก้าวมาเป็นคู่แข่งขันในเชิงอุตสาหกรรมกับอังกฤษได้

5.2.4) ผลกระทบของการปฏิวัติอุตสาหกรรรม

5.2.4) ผลกระทบของการปฏิวัติอุตสาหกรรรม

1.) ด้านสังคม
ผลกระทบพื้นฐานที่สำคัญของการปฏิวัติอุตสาหกรรม คือ การเพิ่มจำนวนประชากรอย่างรวดเร็วของทั่วโลก สาเหตุสำคัญของการเพิ่มจำนวนประชากรดังกล่าว เกิดจากความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ และการแพทย์ ความสมบูรณ์ของอาหาร ตลอดจนการปรับปรุงระบบสาธารณสุข และการดูแลสุขภาพอนามัยที่ดีขึ้น ก่อให้เกิดการขยายตัวของสังคมเมือง และการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ความเจริญทางวัตถุของสังคมต่าง ๆ และการเติบโตของระบบอุตสาหกรรมนิยมทำให้ชาวชนบทจำนวนมากหลั่งไหลเข้าเมือง เพื่อขายแรงงานตามโรงงานต่าง ๆ ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาสังคมต่าง ๆ มากมาย เช่น ปัญหาที่พักอาศัยชุมชนแออัด ปัญหาความสกปรก และการแพร่กระจายของเชื้อโรค ปัญหาอาชญากรรม การใช้แรงงานเด็ก การเอารัดเอาเปรียบในอัตราค่าจ้าง เป็นต้น ซึ่งสถาบันแบบดั้งเดิมไม่สามารถแก้ปัญหาได้ แนวคิดของระบบสังคมนิยม( socialism ) ของคาร์ล มากซ์ ( Karl Marx ค.ศ. 1818 - 1833 ) ที่เรียกร้องให้กรรมกรรวมพลังกัน เพื่อต่อสู้โค่นล้มระบบทุนนนิยม ( capitalism ) จึงเริ่มมีบทบาท และอิทธิพลมากขึ้นในการเมืองของยุโรปในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 เพื่อสร้างสังคมใหม่ที่มีความสเมอภาค และปราศจากความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และการเมือง
2.) ด้านเศรษฐกิจ
ในค.ศ. 1776 แอดัม สมิท ( Adam smith ค.ศ. 1723 – 1790 ) ศาสตรา จารย์ แห่งมหาวิทยาลัยกลาสโกว์ ( Glasgow ) ประเทศอังกฤษ ได้พิมพ์เผยแพร่งานเขียนชื่อ ความมั่งคั่งของประชาชาติ ( Wealth of Nations ) เพื่อให้รัฐบาลเห็นด้วยว่า ความมั่น คงของประเทศจะเกิดจากระบบการค้าแบบเสรี ( laissez faire ) ที่รัฐบาลควรปล่อยให้เอกชนประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้อย่างเสรี โดยปราศจากการควบคุม หลักการของระบบการค้าแบบเสรีดังกล่าว ทำให้ชนชั้นกลางของหลายประเทศในยุโรปมีบท บาทสูงทางด้านเศรษฐกิจ และสังคม
3.) ด้านการเมือง
ชนชั้นกลางได้กลายเป็นกลุม่นักการเมือง ส่งเสริมให้มีระบอบการปก ครองแบบประชาธิปไตยในประเทศต่าง ๆ ส่วนพวกชนชั้นกรรมกรในโรงงานอุตสา หกรรรมก็ได้รวมตัวกันเรียกร้องสิทธิในการปกครองด้วย ในกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 กรรมกรในอังกฤษได้จัดตั้งสหภาพแรงงาน ( Labor Union ) ขึ้น เพื่อรักษาผลประโยชน์ของพวกตน และเป็นตัวแทนของประชาชนคนธรรมดา จนในที่สุด ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ก็สามารถเรียกร้องให้มีการแก้ไขกฎหมายเลือกตั้งให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ทำให้ประชาชนทั่วไปมีสิทธิในการเลือกตั้ง

การปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์ทำให้ชาวตะวันตกมองโลก และสังคมด้วยทรรศนะที่เป็นจริงมากขึ้น เช่นในด้านการเมือง ประมุขหรือผู้นำของประเทศต่าง ๆ ก็เริ่มพิจารณาปัญหาการเมืองจากสภาวการณ์ที่เป็นจริง และมีแนวนโยบายปฏิบัติอย่างชัดเจน
นอกจากนี้ การค้นพบทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งเริ่มต้นจากวิชาดาราศาสตร์ และคณิตศาสตร์ ไปสู่การค้นพบความรู้ใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง ได้มีการนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์ไปคิดค้นประดิษฐ์เครื่องมือเครื่องใช้ ทำให้เกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรม ส่งผลให้โครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคมที่ล้าหลังของยุโรป เปลี่ยนแปลงเป็นประเทศอุตสาหกรรมอันทันสมัย การผลิตสินค้าที่เคยได้ปริมาณน้อยก็ขยายตัวเป็นการผลิตขนาดใหญ่ ( mass production ) ทำให้ชาวยุโรปส่วนใหญ่มีชีวิตที่สะดวกสบายขึ้น และชนชั้นกรรมาชีพมีบทบาทในสังคมมากขึ้น เกิดการรวมตัวกันเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยในนานาประเทศในยุโรป

ผลการปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์ และการปฏิวัติอุตสาหกรรมมิได้จำกัดบทบาทแต่ในกลุ่มชาติตะวันตกเท่านั้น แต่ได้หลั่งไหลไปยังภูมิภาคต่างๆ ตามกระแสของอารยธรรมตะวันตก ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในลักษณะเดียวกันในด้านเศรษฐกิจ สังคม แลการเมือง ทำให้เกิดวัฒนธรรมร่วม ในกลุ่มประเทศกึ่งเกษตรกรรมกึ่งอุตสาหกรรม หรือประเทศอุตสาหกรรม

6. ยุคภูมิธรรมและแนวคิดประชาธิปไตย

6. ยุคภูมิธรรมและแนวคิดประชาธิปไตย
การปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์ที่เริ่มขึ้นในสังคมตะวันตกในคริสต์ศตวรรษที่ 17 ไม่เพียงก่อให้เกิดความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาการและเทคนิค ตลอดจนสิ่งประดิษฐ์ที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นเท่านั้น แต่ยังนำไปสู่การปฏิวัติทางภูมิปัญญา (Intellectual Revolution) ในคริสต์ศตวรรษที่ 18 อีกด้วย วิธีการทางวิทยาศาสตร์และการหลุดพ้นจากอำนาจของคริสต์ศาสนจักร ทำให้ชาวตะวันตกกล้าใช้เหตุผลเพื่อแสดงความคิดเห็นทางสังคมและการเมืองมากขึ้น และเชื่อมั่นว่าความมีเหตุผลสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตและสังคมให้ดีขึ้นได้ การแสดงความคิดเห็นทางสังคมและการเมือง ตลอดจนการเรียกร้องสิทธิเสรีภาพในการมีส่วนร่วมในการปกครองจึงเป็นลักษณะเด่นประการหนึ่งของคริสต์ศตวรรษที่ 18 การพัฒนาการด้านต่างๆ ที่เกิดขึ้นในคริสต์ศตวรรษนี้จึงเปรียบเสมือนแสงสว่างที่ส่องนำทางให้โลกตะวันตกเป็นสังคมที่รุ่งโรจน์ในวิชาการต่างๆ ทำให้ผู้มีความรู้ต่างๆ ทำให้ผู้มีความรู้ มีสติปัญญาและความคิด ตลอดจนความสามารถได้รับการยกย่องจากสังคมมากขึ้น และเป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้ชาติตะวันตกเข้าสู่ความเจริญในยุคใหม่ ดังนั้นคริสต์ศตวรรษที่ 18 จึงได้รับสมญาว่าเป็น ยุคภูมิธรรม (The Age of Enlightenment)

6.1 นักปราชญ์การเมืองแนวประชาธิปไตย

6.1 นักปราชญ์การเมืองแนวประชาธิปไตย
นักคิดคนสำคัญที่วางรากฐานของปรัชญาการเมืองแนวประชาธิปไตย ได้แก่ ทอมัส ฮอบส์ จอห์น ล็อก ชาวอังกฤษ และกลุ่มนักคิดฟิโลซอฟ (Philosophs) ของฝรั่งเศส เช่น มองเตสกิเออร์ วอลแตร์ ชอง-ชาคส์ รูโซ
1. ทอมัส ฮอบส์ (Thomas Hobbes ค.ศ. 1588-1679) นักปรัชญาชาวอังกฤษ แนวคิดด้านการเมืองของฮอบส์ ปรากฏในหนังสือ ลีไวอาทัน (Leviathan) ซึ่งเป็นงานเขียนชิ้นเอกของฮอบส์ ฮอบส์กล่าวว่าก่อนหน้าที่มนุษย์จะมาอยู่รวมกันเป็นสังคมการเมือง มนุษย์มีอิสระและเสรีภาพในการกระทำใดๆ ซึ่งย่อมก่อให้เกิดความวุ่นวาย มนุษย์จึงตกลงกันที่จะหาคนกลางมาทำหน้าที่จะหาคนกลางมาทำหน้าที่ปกครองเพื่อให้เกิดสังคมการเมืองที่อยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข โดยแต่ละคนยอมเสียสละอำนาจสูงสุดของตนให้แก่ฝ่ายปกครองทั้งนี้ประชาชนมีสิทธิเลือกการปกครองที่สอดคล้องกับความต้องการของคนส่วนใหญ่ โดยมีข้อผูกมัดว่าทุกคนจะต้องเชื่อฟังผู้ปกครอง ซึ่งจะเป็นผู้ออกกฎหมายมาบังคับประชาชนต่อไป จะเห็นว่าแม้ฮอบส์จะนิยมระบอบกษัตริย์ แต่ก็มีแนวความคิดว่าอำนาจของกษัตริย์ไม่ใช่อำนาจของเทวสิทธิ์หรืออำนาจศักดิ์สิทธิ์ แท้จริงแล้วเป็นอำนาจที่ประชาชนยินยอมพร้อมใจมอบให้ ส่วนทางศาสนจักรนั้น ฮอบส์มีความเห็นว่าไม่ควรเข้ามาเกี่ยวกับการปกครองของรัฐ

นอกจากนี้ฮอบส์ ยังโจมตีความเชื่อทางศาสนาของมนุษย์ว่าเป็นเรื่องไร้เหตุผล มนุษย์ควรมีชีวิตอย่ด้วยเหตุผลและวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ไม่ควรอยู่ด้วยความเชื่องมงาย อย่างไรก็ตามฮอบส์มิได้ปฏิเสธพระเจ้า แต่ปฏิเสธพิธีกรรมและผู้นำทางศาสนา
2. จอห์น ล็อก (John Locke ค.ศ. 1632-1704) นักปรัชญาชาวอังกฤษ เป็นผู้เขียนหนังสือเรื่อง Two Treatises of Government (ค.ศ. 1689) แนวคิดหลักของหนังสือ คือ การเสนอทฤษฎีที่ว่ารัฐบาลจัดตั้งขึ้นโดยความยินยอมของประชาชน และต้องรับผิดชอบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน

แนวคิดทางการเมืองของล็อกอาจสรุปได้ว่าประชาชนเป็นที่มาของอำนาจทางการเมืองและมีอำนาจในการจัดตั้งรัฐบาลขึ้นได้ รัฐและรัฐบาลจึงมีหน้าที่ปกครองโดยคำนึงถึงประโยชน์และสิทธิธรรมชาติของประชาชนอันได้แก่ ชีวิต เสรีภาพ และทรัพย์สิน รัฐบาลมีอำนาจภายในขอบเขตที่ประชาชนมอบให้ และจะใช้เฉพาะเพื่อผลประโยชน์ของประชาชน เท่านั้น รัฐต้องไม่เข้าแทรกแซงในกิจการของปัจเจกชน นอกจากในกรณีที่จำเป็นจริง ๆ เพื่อรักษาเสรีภาพและทรัพย์สินของผู้นั้น แนวคิดทางการเมืองดังกล่าวจึงเป็นรากฐานความคิดของระบอบประชาธิปไตยสมัยใหม่และมีอิทธิพลต่อปัญญาชนและปรัชญาเมธีของยุโรป โดยเฉพาะกลุ่มนักคิดฟิโลซอฟ (philosophes) ของฝรั่งเศส

3. บารอน เดอ มองเตสกิเออร์ (Baron de Montesquieu ค.ศ. 1689-1755) หรือ ชาร์ลส์ หลุยส์ เดอ เซ็กกองดาต์ (Charies Louis de Secondat) ขุนนางฝรั่งเศส เป็นผู้เขียนหนังสือ เรื่อง วิญญาณแห่งกฎหมาย (The Spirit of Laws) ซึ่งใช้เวลาศึกษาค้นคว้ากว่า 20 ปี หนังสือเล่มนี้พิมพ์เผยแพร่ครั้งแรกใน ค.ศ. 1748 และต่อมาได้รับการตีพิมพ์อีก 22 ครั้ง และแปลเป็นภาษาตะวันตกต่างๆ เกือบทุกภาษา

แนวคิดหลักของหนังสือเรื่อง วิญญาณแห่งกฎหมายสรุปได้ว่ากฎหมายที่รัฐบาลแต่ละสังคมบัญญัติขึ้นต้องสอดคล้องกับลักษณะภูมิประเทศและเงื่อนไขทางนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ของแต่ละสังคม แต่การปกครองแบบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญเป็นรูปแบบการปกครองที่ดีที่สุด นอกจากนี้อำนาจการปกครองควรแยกออกเป็น 3 ฝ่าย คือ ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหารและฝ่ายตุลาการ การแบ่งอำนาจดังกล่าวเป็นเสมือนการสร้างระบบตรวจสอบและถ่วงอำนาจ (check and balance system) จะช่วยไม่ให้ผู้ปกครองหรือคณะผู้ปกครองหรือรัฐบาลใช้อำนาจแบบเผด็จการได้

แนวคิดในทางการเมืองของมองเตสกิเออร์ ในหนังสือเล่มนี้ มีอิทธิพลต่อสังคมตะวันตก รัฐธรรมนูญการปกครองประเทศของสหรัฐอเมริกา ซึ่งถือว่าเป็นแม่แบบของระบอบการปกครองในระบอบประชาธิปไตยก็ใช้แนวคิดเรื่องการแบ่งแยกอำนาจ และระบบคานอำนาจของมองเตสกิเออร์เป็นหลัก

4. วอลแตร์ (Voltaire ค.ศ. 1694-1778) มีชื่อจริงว่า ฟรองซัว-มารี อารูเอ (Francois – Marie Arouet) เป็นนักคิดและนักเขียน ที่มีชื่อเสียงของฝรั่งเศส วอลแตร์ประทับใจในระบอบการปกครองของอังกฤษมาก และตั้งใจจะใช้งานเขียน คัดค้านการปกครองแบบเผด็จการ และต่อต้านความงมงายไร้เหตุผล ตลอดจนเรียกร้องเสรีภาพในการแสดงออกซึ่งความคิดเห็นทางด้านต่างๆ
ความคิดดังกล่าวของวอลแตร์ สะท้อนออกในหนังสือเรื่องจดหมายปรัชญา (The Philo – sophical Letters) หรือที่รู้จักในอีกชื่อว่า จดหมายเรื่องเมืองอังกฤษ (Letter on the English) เนื้อหาของหนังสือโจมตีสถาบันและกฎระเบียบต่างๆ ที่หล้าหลังของฝรั่งเศส นอกจากนี้วอลแตร์ยังเรียกร้องให้มีการปฏิรูปประเทศฝรั่งเศสให้ทันสมัยเหมือนอังกฤษ
อย่างไรก็ดี แม้วอลแตร์จะต่อต้านความอยุติธรรมในสังคมและความไร้ขันติธรรมทางศาสนาตลอดจนระบบอภิสิทธิ์ต่าง ๆ แต่ในด้านการเมืองเขาก็ไม่เคยแสดงความคิดเห็นอย่างชัดเจนต่อรูปแบบการปกครองที่เขาพึงพอใจ หรือต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงสังคมและการเมืองอย่างถอนรากถอนโคนด้วยการปฏิวัติอันรุนแรง เขาคิดว่าการใช้เหตุผลและสติปัญญาสามารถจะแก้ไขปัญหาสังคมและการเมือง

5. ซอง-ชาคส์ รูโซ (Jean-Jacques Rousseau ค.ศ. 1712-1778) เชื้อสายฝรั่งเศส เขาเขียนหนังสือ หลายเล่ม โจมตีฟอนเฟะของสังคม และการบริหารที่ล้มเหลวของรัฐบาล นอกจากนี้เขายังแสดงทัศนะเกี่ยวกับระบบการศึกษา ปัญหาความไม่เสมอภาคทางสังคมอันเป็นผลจากสภาวะแวดล้อม เรื่องการถือครองกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน และแนวทางการปกครอง และอื่น ๆ งานเขียนชิ้นเอกของเขาซึ่งเป็นตำราทางการเมืองที่สำคัญและมีอิทธิพลมาก คือ สัญญาประชาคม (The Social Contract) ค.ศ. 1762 ว่าด้วยปรัชญาทางการเมืองด้านการปกครองและพันธสัญญาทางการเมืองระหว่างรัฐบาลและประชาชน งานเขียนเรื่องนี้ทำให้รูโซได้ชื่อว่าเป็นผู้วางรากฐานอำนาจอธิปไตยของประชาชน

6.2 การปฏิวัติทางการเมืองการปกครองของอังกฤษ

6.2 การปฏิวัติทางการเมืองการปกครองของอังกฤษ
หลังจากสมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบทที่ 1 (Elizabeth I) สิ้นพระชนม์ใน ค.ศ. 1603 กษัตริย์อังกฤษองค์ต่อๆ มามักจะมีความขัดแย้งกับรัฐสภาอยู่เสมอ เนื่องจากการใช้พระราชอำนาจเกินขอบเขต ใช้เงินแผ่นดินไปในทางที่ฟุ่มเฟือยและก่อสงคราม ความขัดแย้งระหว่างรัฐสภากับกษัตริย์รุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็นสงครามกลางเมืองใน ค.ศ. 1642-1649 และรัฐสภาได้จับพระเจ้าชาร์ลที่ 1 ประหารชีวิต จากนั้นกษัตริย์อังกฤษถูกลดอำนาจลงเรื่อย ๆ จนถึง ค.ศ. 1688 ในสมัยพระเจ้าเจมส์ที่ 2 (James II) ที่ทรงพยายามใช้อำนาจอย่างสูงสุดอีก จึงก่อให้เกิดการปฏิวัติขึ้นโดยรัฐสภาอังกฤษได้อันเชิญพระเจ้าวิลเลียม (William) พระราชบตรเขตของพระเจ้าเจมส์ที่ 2 ขึ้นครองราชย์บัลลังก์โดยพระองค์ทรงสัญญาว่าจะปฏิบัติตามพระราชบัญญัติว่าด้วยสิทธิพื้นฐานของพลเมือง (Bill of Rights) ที่รัฐสภาเป็นผู้จัดร่างถวายซึ่งให้อำนาจรัฐสภาและให้สิทธิเสรีภาพแก่ชาวอังกฤษเหตุการณ์ครั้งนี้เรียกว่า การปฏิวัติอันรุ่งโรจน์ (The Glorious Revolution) เป็นการปฏิวัติที่ไม่มีการเสียเลือดเนื้อ และได้รับการสนับสนุนจากชนทุกชั้น นับแต่นั้นมารัฐสภาอังกฤษได้ออกกฎหมายให้สิทธิเสรีภาพแก่ชาวอังกฤษ ปฏิรูปสังคมและการเมืองของอังกฤษ ก้าวหน้าไปตามลำดับจนถึงปัจจุบันอังกฤษได้รับการยกย่องว่าเป็นประเทศแม่แบบของการปกครองแบบประชาธิปไตย อังกฤษไม่มีรัฐธรรมนูญเป็นลายลักษณ์อักษรเหมือนประเทศอื่น ๆ ดังนั้นการปกครองของอังกฤษจึงยึดหลักการขนบธรรมเนียมประเพณีที่เคยปกครองกันมา และยึดกฎหมายเป็นหลักรัฐสภา

การปฏิวัติใน ค.ศ. 1688 ทำให้ระบอบราชาธิปไตยแบบเทวสิทธิ์ของอังกฤษสิ้นสุดลง และได้ยุติปัญหาขัดแย้งทางการเมืองที่กระทบกระเทือนอังกฤษมาตั้งแต่ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 17 นอกจากนี้ในปีต่อมามีการออกพระราชบัญญัติว่าด้วยขันติธรรมทางศาสนา (Act of Toleration) ให้เสรีภาพในการนับถือศาสนาแก่พวกโปรเตสแตนต์สาขาต่าง ๆ ที่ไม่ยอมขึ้นต่อนิกายแองกลิคัน

6.3 การปฏิวัติของชาวอเมริกัน ค.ศ. 1776

6.3 การปฏิวัติของชาวอเมริกัน ค.ศ. 1776
ชาวอังกฤษที่อพยพไปตั้งรกรากในสหรัฐอเมริกาในระยะแรกมีความผูกพันกับเมืองแม่ของตนด้วยการยอมรับนับถือกษัตริย์อังกฤษเป็นกษัตริย์ของตน และรวมตัวกันปกครองตนเองในรูปแบบอาณานิคมขึ้นตรงต่ออังกฤษ แต่เนื่องจากรัฐบาลอังกฤษเก็บภาษีชาวอาณานิคมอย่างรุนแรง และเอาเปรียบทางการค้า เช่น อังกฤษบังคับให้อาณานิคมขายวัตถุดิบและซื้อสิ้นค้าสำเร็จรูปจากอังกฤษในราคาที่อังกฤษกำหนด ทั้งยังห้ามผลิตสินค้าสำเร็จรูปด้วยตนเอง สร้างความไม่พอใจแก่ชาวอาณานิคมเป็นอย่างมาก ใน ค.ศ. 1776 ชาวอาณานิคมจึงพร้อมใจกันประกาศอิสรภาพจากอังกฤษ อังกฤษส่งทหารมาปราบกลายเป็นสงคราม เรียกว่าสงครามประกาศอิสรภาพ ในที่สุดชาวอาณานิคมได้รับชัยชนะได้ตั้งเป็นประเทศใหม่ คือ สหรัฐอเมริกา มีประธานาธิบดีเป็นประมุข

เนื่องจากชาวอเมริกันเป็นชาวยุโรป ประกอบด้วยชาวอังกฤษเป็นส่วนใหญ่ มีการศึกษาดีและมีจิตใจยึดมั่นในเรื่องของสิทธิเสรีภาพและอิสรภาพ ซึ่งเหตุผลหนึ่งที่อพยพมาอยู่ทวีปอเมริกาก็เพื่อแสวงหาความเป็นอิสรภาพ เพราะไม่สามารถทนต่อการบีบคั้น และการปกครองอย่างกดขี่ของรัฐบาลในทวีปยุโรป ดังนั้นชาวอเมริกันจึงมีความคิดและจิตใจที่ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย สามารถวางรากฐานการปกครองแบบประชาธิปไตยได้อย่างมั่นคง ประธานาธิบดีอเมริกันผู้มีชื่อเสียงในการส่งเสริมระบอบประชาธิปไตยและความเสมอภาคในหมู่ประชาชนคือ ประธานาธิบดีเอบราแฮม ลิงคอล์น (Abraham Lincon ค.ศ. 1861-1865) ได้ประกาศยกเลิกระบบทาสและให้ความเสมอภาคแก่ชาวผิวดำ

การปฏิวัติของชาวอเมริกัน ค.ศ. 1776 มีอิทธิพลต่อการปฏิวัติฝรั่งเศส ค.ศ. 1789 เป็นอย่างมาก ฝรั่งเศสได้ตัวอย่างการให้สิทธิประชาชนทุกคนเท่าเทียมกัน ไม่มีการแบ่งชนชั้นและศาสนา ไม่เข้ามามีบทบาททางการเมือง

6.4การปฏิวัติฝรั่งเศส

6.4 การปฏิวัติฝรั่งเศส ค.ศ. 1789
การปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของฝรั่งเศส เริ่มประสบความล้มเหลวในช่วงเวลาก่อนการปฏิวัติฝรั่งเศส สาเหตุมาจากพระมหากษัตริย์อ่อนแอไม่ทรงพระปรีชาสามารถ ในการบริหารบ้านเมือง ประชาชนทั่วไปถูกขูดรีดภาษี จนอยู่ในภาวะยากจนสิ้นหวัง ขณะที่พวกพระและขุนนางชั้นสูงมีความเป็นอยู่อย่างฟุ่มเฟือย สมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 (Louis XIV ค.ศ. 1649-1715) ทรงใช้พระราชทรัพย์ไปในการทำสงครามและเพื่อความหรูหราของราชสำนักแวร์ซาย ถึงสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 (Louis XV ค.ศ. 1715-1774) ก็มิได้ทรงประกอบพระราชกรณียกิจในทางที่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจของฝรั่งเศส ทั้งยังเสียดินแดนอาณานิคมเกือบทั้งหมดให้อังกฤษ เนื่องจากเป็นฝ่ายแพ้สงคราม เจ็ดปี (ค.ศ. 1745-1763) ต่อมาในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 (Louis XVI ค.ศ. 1774-1792) เศรษฐกิจของฝรั่งเศสยิ่งมีปัญหามากขึ้นเพราะความฟุ่มเฟือยของราชสำนักแวร์ซาย ประกอบกับต้องใช้จ่ายในการช่วยเหลือชาวอเมริกันในสงครามประกาศอิสรภาพ

ปัญญาชนฝรั่งเศสพยายามหาทางแก้ไขปรับปรุงสถานการณ์ต่างๆภายในประเทศให้ดีขึ้น อังกฤษซึ่งปกครองในระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ และกำลังเจริญรุ่งเรืองจึงกลายเป็นแม่แบบและแรงบันดาลใจให้กลุ่มปัญญาชนหาหนทางให้ประชาชนชาวฝรั่งเศสได้ชื่นชมกับเสรีภาพอย่างชาวอังกฤษบ้าง นอกจากนี้ ชาวฝรั่งเศสยังมีความเชื่อว่าการปกครองแบบมีรัฐสภา (parliamentary government) หรือรัฐบาลประชาธิปไตยจะนำความมั่นคั่งมาสู่ประเทศไทยได้ ในที่สุดชาวฝรั่งเศสหมดความอดทนที่จะยอมอยู่ภายใต้เงื่อนไขของระบบสังคมเก่าที่กีดกั้นเสรีภาพและการสร้างความยุติธรรมให้เกิดขึ้นในสังคม งานวรรณกรรมทางการเมืองของล็อก มองเตสกิเออร์ วอลแตร์ และรูโซ รวมทั้งปัญญาชนอื่นๆจึงสร้างเงื่อนไขอันก่อให้เกิดความหวังใหม่ขึ้นมาในหมู่ประชาชน ซึ่งระบบสังคมเก่าไม่เอื้ออำนวยประโยชน์ให้เต็มที่ และความคิดดังกล่าวก็เป็นรูปธรรมมากขึ้น เมื่อชาวอเมริกันได้ก่อการปฏิวัติใน ค.ศ. 1776 เพื่อแยกตัวเองเป็นอิสระจากการเป็นอาณานิคมของอังกฤษ การปฏิวัติอเมริกัน ค.ศ.1776 จึงไม่เพียงแต่นำความชื่นชมมาสู่ผู้นิยมเสรีนิยมเท่านั้น แต่ทำให้ความมุ่งหวังต่างๆของกลุ่มนักคิดของยุคภูมิธรรมบรรลุความเป็นจริง อันได้แก่เรื่องสิทธิเสรีภาพและความเสมอภาค การล้มล้างอำนาจที่ไม่เป็นธรรมของรัฐและการประกาศใช้รัฐธรรมนูญเป็นลายลักษณ์อักษรที่กำหนดให้แยกอำนาจอธิปไตยออกเป็นสามส่วน เป็นต้น ดังนั้นอีก 13 ปีต่อมา ในวันที่ 14 กรกฎาคม ค.ศ. 1789 ชาวฝรั่งเศสจึงได้ก่อการปฏิวัติครั้งใหญ่เพื่อล้มล้างอำนาจการปกครองแบบประชาธิปไตย และต่อมาได้จัดตั้งระบอบการปกครองแบบสาธารณรัฐ ซึ่งนับว่ามีผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อความคิดทางการเมืองของนานาประเทศทั่วโลกทั้งในระยะเวลาอันสั้นและยาว

การปฏิวัติฝรั่งเศส ค.ศ. 1789 เป็นปรากฏการณ์ครั้งแรกที่ประชาชนได้เรียกร้องเสรีภาพ(liberty) เสมอภาค (equality) และภราดรภาพ (fraternity) ตามแนวทางของรักปราชญ์การเมืองของคริสต์ศตวรรษที่ 18 แนวความคิดดังกล่าวก็ยังสะท้อนออกเป็นลายลักษณ์อักษรในรัฐธรรมนูญฉบับแรกของฝรั่งเศสอีกด้วย เช่น เรื่องของสิทธิในการครอบครองทรัพย์สินในมาตรา 11 ความเสมอภาคทางกระบวนการยุติธรรมในมาตรา 17 และการแบ่งแยกอำนาจอธิปไตยออกเป็น 3 ส่วนในมาตรา 51 เป็นต้น

นอกจากนี้ในคำประกาศสิทธิมนุษยชนและพลเมือง (La Declaration des droits de I’homme et du citoyen) ซึ่งคณะปฏิวัติได้แถลงต่อประชาชนเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม ค.ศ. 1789 ก็เป็นการนำเอาความคิดหลักของล็อก มองเตสกิเออร์ วอลแตร์ และรูโซ ย้อนกลับมาใช้ให้เห็นอย่างชัดเจนอีกครั้ง เช่น ในเรื่องเสรีภาพส่วนบุคคล ความเสมอภาคในกระบวนการยุติธรรม สิทธิในการครอบครองทรัพย์สิน และอำนาจอธิปไตยแห่งรัฐ ดังจะเห็นว่ามาตราที่ 1 ของคำประกาศก็ระบุว่า มนุษย์ทุกคนเกิดและดำรงชีวิตอย่างอิสระและมีสิทธิเสมอภาคกัน ในมาตราอื่นก็ยกเลิกระบบอภิสิทธิ์ทางชนชั้นและการแทรกแซงในเสรีภาพทางความคิดและศาสนาระบุหน้าที่ข้าราชการเป็นผู้รับใช้ของประชาชน ซึ่งเป็นองค์อธิปัตย์ หากข้าราชการกระทำการใดให้ประชาชนไม่เชื่อถือแล้วประชาชนก็มีสิทธิที่จะต่อต้านและล้มล้างอำนาจได้

การปฏิวัติฝรั่งเศส ค.ศ. 1789 ได้ส่งผลกระทบให้แนวคิดเรื่องเสรีภาพ ความเสมอภาค และภราดรภาพ แพร่กระจายไปทั่วทวีปยุโรป โดยผ่านการที่ฝรั่งเศสทำสงครามยึดครองประเทศต่างๆในยุโรปในช่วงสงครามปฏิวัติฝรั่งเศส (French Revolutionary War ค.ศ. 1792-1802) และสงครามนโปเลียน (Napoleonic War ค.ศ. 1803-1815) แม้ว่าในท้ายที่สุด ฝรั่งเศสต้องพ่ายแพ้สงครามก็ตาม แต่ประชาชนในประเทศต่างๆ ก็ตื่นตัวต่อแนวคิดของการปฏิวัติฝรั่งเศส นำไปสู่การต่อต้านผู้ปกครองตลอดช่วงเวลาคริสต์ศตวรรษที่ 19 และ 20 เพื่อเรียกร้องสิทธิและเสรีภาพในการปกครองตนเองของประชาชน

กล่าวได้ว่า แนวความคิดประชาธิปไตยของล็อก สองเตสกิเออร์ วอลแตร์ และรูโซ มีผลในการปลุกเร้าจิตสำนึกทางการเมืองของชาวตะวันตกเป็นอันมาก และก่อให้เกิดการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตยในประเทศต่างๆ อย่างต่อเนื่องนับแต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 เป็นต้นมา ซึ่งถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของศักราชใหม่ของระบบการเมืองที่ประชาชนถือว่าตนเป็นเจ้าของประเทศ และต้องการมีส่วนร่วมในการปกครองประเทศ เหตุการณ์ปฏิวัติทางการเมืองโดยเฉพาะการปฏิวัติฝรั่งเศส ค.ศ.1789 เป็นแม่แบบให้ชาวตะวันตกร่วมเรียกร้องสิทธิเสรีภาพทางการเมืองมากขึ้น